2007/Aug/24

" เมื่อโลกเปลี่ยนแปลง การพัฒนาย่อมเกิดขึ้น "

นับตั้งแต่อินเตอร์เนทได้พัฒนามาจาก Arp Anet ตั้งแต่ในปี 2512 นั้น นับมาถึงตอนนี้ก็เป็นเวลาเกือบจะ 40 ปีแล้ว ในช่วงเวลานั้นได้มีการเปลี่ยนแปลงมากมาย คำศัพท์บางคำก็ถูกใช้เรียกจนบางครั้งเราก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ทั้ง ๆ ที่มันก็ออกจะอยู่ใกล้ตัวเราซะขนาดนั้น Web 2.0 คือ การเปลี่ยนแปลง และเป็นคำศัพท์ คำนั้นครับ

เมื่อมี Web 2.0 ย่อมแน่นอนที่จะมี Web 1.0

ในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา อินเตอร์เนท ค่อนข้างที่จะมีบทบาทมากในสังคมไทย แม้กระทั่งตอนเรียนอยู่ ม.ปลาย ผมจำได้ว่า ยังนั่งเปิดอินเตอร์เนททำรายงานอยู่เลย บางครั้งพี่ผมก็ใช้เปิดหาเพลงฟัง ผมเชื่อว่าหลายคนก็ย่อมจะเป็นแบบผมที่เปิดหารายงานในอินเตอร์เนท ตรงนั้นแหละครับ คือหน้าที่ของ Web 1.0 จะบอกว่าเป็น ยุคที่ใช้หาข้อมูลมาทำรายงาน หรือเพื่อความเพลิดเพลินในการดูหนังฟังเพลง อย่างเดียวก็ว่าได้ แต่กระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็น เพราะ Web 1.0 นี่แหละที่ทำให้อินเตอร์เนทเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย

ทำไมต้องเป็น Web 2.0 ?

เนื่องจาก Web 1.0 นั้นขาดการมีส่วนร่วมทางสังคมบนอินเตอร์เนทเป็นอย่างมาก ซึ่งทำได้เต็มที่แค่แสดงความคิดเห็นบนเว็ปบอร์ดเท่านั้น มีลักษณะเป็นเว็ปไซด์ที่นำเสนอข้อมูล ข่าวสาร สิ่งต่าง ๆ ที่เราอยากรู้ ซึ่งจะส่งเนื้อหาต่าง ๆ ขึ้นหน้าจอคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียวเพื่อนำเสนอให้แก่ผู้ที่เข้ามาชม ในทฤษฏีของการสื่อสาร ถือว่าเป็นการสื่อสารทางเดียว

ส่วน " web2.0 " เป็นคำที่ถูกนิยามขึ้นโดยบริษัททที่ทำเกี่ยวกับ Media ของอเมริกาที่มีชื่อว่า " O'Reilly Media " ในปีค.ศ.2004 ซึ่ง " web2.0 " นี้เป็นชื่อที่ใช้เรียกรวมๆ เกี่ยวกับการใช้งาน " internet " ที่มีการก้าวเข้ามาสู่ยุคที่ 2 ที่มีพื้นฐานการให้บริการเป็นหลัก และมีรูปแบบการใช้งาน " internet " ที่เปลี่ยนไปหรือกล่าวได้ว่าเป็นสังคม " network " ที่ผู้ใช้ " internet " มีส่วนรวมในการสร้างมันขึ้นมาซึ่งเป็นการสะท้อนความต้องภายในของผู้ใช้อย่างชัดเจน ซึ่ง " web2.0 " มีคุณลักษณะ " web2.0 application " และ " web2.0 website " ซึ่งจะต้องมีสิ่งหลักๆ เหล่านี้ประกอบอยู่ด้วย

1. " network as platform " คือจะต้องให้บริการหรือสามารถใช้งานผ่านทาง " web browser " ได้

2. ผู้ใช้งานที่เป็นเจ้าของข้อมูลบน " website " นั้น สามารถดำเนินการใดๆ ก็ได้กับข้อมูลนั้น

3. โครงสร้างของการมีส่วนร่วมและความเป็นอิสระนั้นจะเป็นสิ่งกระตุ้นให้ผู้ใช้เพิ่มคุณค่าให้กับ " website " หรือ " application " นั้น กล่าวคือ การมีส่วนร่วมและความเป็นอิสระจะทำให้มีการใช้งานมาก ทำให้สิ่งนั้นมีคุณค่าน่าสนใจ

4. ใช้ ajax ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีความฉลาดมีการโต้ตอบกับผู้ใช้และมี interfaceที่ง่ายในการใช้งาน

เพื่อนๆ พอจะเห็นเค้าโครงของ " web2.0 " กันแล้วใช่มั้ย!!! เพื่อให้เข้าใจและเห็นภาพชัดเจนขึ้น เราจะบอกถึงความต่างของ " web1.0 " กับ " web2.0 " จากที่บอกมาเราจะเห็นว่าการที่ " web1.0 " นั้นเป็น " ofoto " ส่วน " web2.0 " นั้นเป็น " flickr " ก็คือเว็บไซต์จะให้บริการแก่ลูกค้าโดยให้พื้นที่บนเว็บไซต์ เพื่อให้เอารูปที่เจ๋งๆๆๆ หรือรูปที่ต้องการแชร์กับเพื่อนไปใส่เอาไว้เป็นเหมือนฮาร์ดิกส์ออนไลน์ที่เกี่ยวกับรูปโดยเฉพาะ แต่ถ้าเป็น " fiick " นั้นบอกเอาไว้ที่ตัวเอส 4 ตัว คือ store sort serach และ share นั่นหมายถึงว่ารูปที่เราคิดว่าเจ๋งนั้นระบบนี้จะเป็นการเอารูปของเราขึ้นมาแสดงให้กับคนออนไลน์ทั้งโลกได้เห็นสามารถสร้างเป็นระบบ " blog " ส่วนตัวสำหรับใส่ภาพจากกล้องดิจิตอลของเราเองหรือถ้าหากจะกันภาพนั้นให้กับครอบครัวหรือเพื่อนฝูงของเราโดดยเฉพาะก็ทำได้

เราจะเห็นว่าเราได้ผ่านยุคสมัยที่เราเป็นเพียงผู้เสพ ประกาศ เป็นการออกความคิดทางประสบการณ์และรสนิยมส่วนตัว เพราะยุคสมัยนี้แค่ brand ไม่อาจเป็นตัวตนอีกต่อไปแล้ว แต่ประสบการณ์ส่วนตัวต่างหากที่ควรเป็นตัวตนที่แท้จริง การเอารูปมาอวด เอาประสบการณ์มาบอกกล่าวผ่านทาง internet ในยุค " web2.0 " และ " web2.0 " ในแง่ของการเป็นผู้เผยแพร่นั่นก็คือ " blog " ที่เรากำลังทำอยู่นั่นเอง การสร้าง " blog " เป็นการเปิดประเด็นแล้วก็มีการแบ่งปันประสบการณ์

Comment

Comment:

Tweet


ความหมาย คงประมาณว่าราคาถูก
#6 by windows 7 key (180.110.76.154) At 2011-03-22 14:43,
สรุป web2.0 คือ เทคนิค เทคโน เพื่อรองรับให้ผู้ใช้มีส่วนร่วมมากที่สุด หรือเป็นส่วนหนึ่งของ website นั้น ไม่ว่าจะเป็นการจัดการข้อมูลส่วนตัว
จัดการในส่วนต่างๆเป็นต้น
#5 by xx (58.9.136.141) At 2010-03-30 15:14,
thx
#4 by xx (58.9.136.141) At 2010-03-30 15:11,
thank youbig smile
#3 by (125.27.215.31) At 2010-01-13 16:14,
แย่มาก
#2 by asd (118.175.15.66) At 2009-10-13 10:15,
ขอบคุณครับที่ให้ความกระจ่าง
#1 by oat (202.44.8.100) At 2008-03-25 13:22,